ดื่มมาจนเมาแล้วยังขับ เตียมตัวกฎหมายใหม่ โดนจับปรับอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!!

เมาแล้วขับ กฎหมายใหม่ โดนจับปรับอะไรบ้าง เนื่องจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยส่วนมากมักมีสาเหตุมาจากผู้ขับรถมีอาการเมาแล้วขับ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยไปจนกระทั่งเมาไม่ได้สติก็ทำให้เกิดอุบัติได้เหมือนกันซึ่งเป็นเพราะว่าแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการกดประสาท ทำให้สติสัมปัญชัญญะในการตัดสินใจลดน้อยลง ในทางกฎหมายเองก็มีการจำกัดระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดของผู้ขับขี่ด้วยเช่นกัน ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบว่ามีระดับแอลกอฮอล์สูงกว่ากำหนดผู้ขับขี่ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการปรับเงิน หรือการจำคุก ยิ่งถ้าตรวจพบระดับแอลกอฮอล์เกินกว่ากำหนดในขณะที่เกิดอุบัติเหตุด้วยแล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็จะโดนโทษหนักมากยิ่งขึ้น โดยในปี 2560 มีการปรับแก้ไขกฎหมายเรื่องเมาแล้วขับให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ดังนี้

เมาแล้วขับจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับขั้นต่ำ 10,000 บาทถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังถูกศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ มีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาต จนถึงการยึดรถที่ใช้ไม่เกิน 7 วัน
เมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ มีโทษจำคุก 1-5 ปี ถูกปรับ 20,000 ถึง 100,000 บาท และถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปีหรือเพิกถอนใบอนุญาต
เมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายอย่างสาหัส มีโทษจำคุก 2-6 ปี ปรับขั้นต่ำ 40,000 ถึง 120,000 บาท ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต
สุดท้ายในกรณีเมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่กรรม มีโทษจำคุก 3-10 ปี ปรับเป็นเงิน 60,000 ถึง 200,000 บาทรวมถึงถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทันที
เมาแล้วขับ กฎหมายใหม่ มีกำหนดว่าโดยระดับแอลกอฮอล์ที่กฎหมายกำหนดคือ ต้องไม่เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ในร่างกาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้เครื่องเป่าแอลกอฮอล์ตรวจถ้าไม่ยอมให้ตรวจหรือเจตนาหลบหนีก็จะมีโทษทางกฎหมายด้วยเช่นกัน ซึ่งแอลกอฮอล์ในปริมาณดังกล่าวถือว่าเป็นปริมาณที่ต่ำมาก เพราะการดื่มเบียร์ 1 กระป๋องร่างกายจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ถึง 330 มิลลิกรัม ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วถ้าดื่มก็ไม่ควรขับเด็ดขาดเพราะเพียงแค่เริ่มดื่มปริมาณแอลกอฮอล์ก็เกินกว่ากฎหมายกำหนดแล้ว

อีกหนึ่งประเด็นที่เมาแล้วขับ กฎหมายใหม่ที่ให้ความสำคัญคือ อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่ากำหนดทางประกันจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นค่าสินไหมทดแทน ค่าประกันตัว หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทางศาล โดยผู้ขับขี่จะต้องเป็นผู้จ่ายเองทั้งสิ้น เมื่อทราบอย่างนี้แล้วถ้าทราบว่าจะต้องดื่มแอลกอฮอล์ควรใช้บริการรถแทกซี่ หรือให้ผู้ที่ไม่ได้ดื่มเป็นผู้ขับจะเป็นการปลอดภัยที่สุด

เนื่องจากที่ผ่านมา มีความพยายามในทุกรูปแบบที่จะยกระดับเรื่อง”เมาแล้วขับ” ให้เป็นปัญหาสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องเร่งดำเนินการตั้งแต่การรณรงค์สร้างกระแส การผลักดันการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก กรณีตรวจพบระดับแอลกอฮอล์เกิน 50 mg/dl จากโทษปรับ 2,000 พันบาท เป็นปรับ 5,000 – 20,000 บาท เพิ่มโทษจำ และสามารถระงับหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ รวมไปถึงการส่งคุมประพฤติ นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันกฎหมายพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ที่เข้มงวดเรื่องช่วงเวลาในการขาย สถานที่ที่ห้ามขายเหล้า รวมทั้งการห้ามขายเหล้าแก่ผู้ซื้อที่อายุต่ำกว่า 20 ปี แม้จะพยายามผลักดันมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเมาแล้วขับยังไม่ลดลงอย่างน่าพอใจ ดังจะเห็นได้จากสงกรานต์ที่ผ่านมาโดยข้อมูลศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ระบุว่า ร้อยละ 39.9 ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับการดื่มแล้วขับ (คงที่มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา) และเมื่อเจาะลึกเฉพาะผู้ที่เสียชีวิต ข้อมูลจากศูนย์นเรนทร ระบุว่า กว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 58.6) ของผู้เสียชีวิตเกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา โดยเฉพาะวันที่ 13-15 เมษายน จะมีสัดส่วนสูงขึ้นมาถึงร้อยละ 67-69 หรือเทียบได้ว่า ในผู้เสียชีวิต 3 คน จะมี 2 คนที่สัมพันธ์กับการดื่มสุรา และตัวเลขนี้จะสูงกว่าช่วงเทศกาลปีใหม่ที่พบร้อยละ46.7

ระเด็นที่น่าห่วงใย คือ เกือบ 1 ใน 4 ของผู้เสียชีวิต เป็นเด็กและเยาวชน (ผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยกว่า 20 ปี คิดเป็นร้อยละ23.6) ซึ่งพบอีกว่าส่วนใหญ่สัมพันธ์กับเรื่องการดื่ม และขับขี่รถจักรยานยนต์ คำถามที่ตามมา คือ เยาวชนที่อายุน้อยกว่า 20 ปีเหล่านี้ สามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้ได้อย่างไร

เริ่มเเล้ว เปิดบทลงโทษกฎหมายใหม่ “เมาแล้วขับ”
เมาขับชนประกันไม่จ่าย คปภ. งัดมาตรการเด็ดลดอุบัติ เหตุบนท้องถนนหากเกิดอุบัติเหตุแล้วตรวจพบแอลกอฮอล์ในร่างกายเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จากเดิม 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เริ่ม 1 มิ.ย.นี้ ส่วน ผู้ประสบภัยหรือบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหาย บริษัทประกันยังจ่ายให้ตามเดิม ก่อนตามไปเรียกเก็บค่าเสียหายจากโชเฟอร์ที่เมาแล้วขับอีกต่อหนึ่ง

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกมาตรการใหม่ เพื่อหวังช่วยลดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ โดยปรับข้อยกเว้นการรับผิดชอบของบริษัทประกันภัย ในกรณีที่ผู้ขับขี่เมาแล้วขับ แก้ไขปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ให้ลดลงเท่ากับที่กฎหมายกำหนด ที่ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิ.ย.ที่จะถึงนี้

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุบัติเหตุบนถนนในไทยมีสถิติผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน และสาเหตุการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่พบ อันดับต้นๆ คือการเมาแล้วขับ ที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าลำพังมาตรการเดิมๆ ที่เคยใช้รณรงค์ลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลวันหยุดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ จำเป็นต้องมีมาตรการใหม่ๆ หนึ่งในนั้นคือการใช้มาตรการทางด้านประกันภัย

ประกอบกับการเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนแล้ว คปภ.เห็นว่าการปรับแก้ข้อยกเว้นในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เรื่องลดปริมาณแอลกอฮอล์ให้เป็นไปตามกฎหมาย ว่าด้วยการจราจรทางบกกำหนดจะเป็นผลดีต่อประชาชนมากกว่า ดังนั้น ในฐานะนายทะเบียนจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 29 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535

ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 11/2560 เรื่องให้แก้ไขแบบปรับแก้ข้อยกเว้นตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 22/2551 ลงวันที่ 29 ก.ย. พ.ศ.2551 ข้อ 2 และข้อ 3 (เดิม) “การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์และเอกสารแนบท้ายของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่บริษัทได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน

แก้ไขข้อความเป็น “การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 กำหนดให้ถือว่า “เมาสุรา” ซึ่งคำสั่งนี้ให้มีผลใช้บังคับสำหรับการทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป

สำหรับสาระสำคัญคือ กรณีที่ผู้ขับขี่รถเอาประกันภัยภาคสมัครใจมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเมื่อประสบอุบัติเหตุจะไม่ได้รับความคุ้มครองทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากกรมธรรม์ แต่ผู้ประสบภัยหรือบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากรถคันที่เอาประกันภัยดังกล่าวยังคงได้รับความคุ้มครอง โดยบริษัทประกันภัยของรถคันที่เอาประกันภัยฝ่ายผิดจะต้องให้ความคุ้มครองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยบริษัทประกันภัยจะไปไล่เบี้ยเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทจ่ายไปจากผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อไป ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนปริมาณแอลกอฮอล์ดังกล่าวไม่กระทบต่อความคุ้มครองของการประกันภัยรถภาคบังคับ หรือประกันพ.ร.บ.

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สายด่วน คปภ. โทร. 1186 หรือเว็บไซต์ www.oic.or.th หรือฝ่ายสื่อสารองค์กร โทร. 0-2515-3998-9 ต่อ 8307 โทรสาร 02-513-1437 หรือ