เรามาเข้าใจความหมายและความสำคัญของการศึกษาว่าสำคัญอย่างไร

ความหมายและความสำคัญของการศึกษา

“การศึกษาคืออะไร” คำตอบที่ได้คงเป็นไปหลายแง่หลายมุมหรือหลายทิศทาง แต่สรุปความได้ว่า การศึกษาหมายถึง การให้การเลี้ยงดูให้เจริญเติบโต ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความรู้แก่ผู้ที่ได้รับการเลี้ยงดูนั้นให้เป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือตนเองเพื่อความอยู่รอดของชีวิต เช่น ให้วิชาความรู้เพื่อการประกอบอาชีพ และให้ความรู้เพื่อสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข อีกความหมายหนึ่ง การศึกษาหมายถึงการพัฒนาผู้เรียนให้เจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่ นั่นคือ เป็นการสอนหรือแนะนำให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองให้มากที่สุดเท่าที่สามารถกระทำได้ และ การศึกษา หมายถึง การสอนหรือการฝึกอบรมให้ผู้เรียนมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่ตามความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน

ในภาษาไทยใช้คำว่า “ศึกษา” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต แต่พอเป็นภาษาบาลี กลายเป็น “สิกขา” เมื่อแยกศัพท์ออกมา มาจากคำว่า สะ+อิกขะ+อา สะ ในภาษาบาลี แปลว่า ตัวเอง อิกขะ แปลว่า มอง, พิจารณา, เห็น พุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า “การศึกษา คือ การปฏิบัติศีล สมาธิ และปัญญา การศึกษาที่สมบูรณ์ต้องทำความเป็นมนุษย์ให้ถูกต้องและสมบูรณ์” พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) กล่าวว่า “การศึกษาในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง กระบวนการเรียน การฝึกอบรม การค้นคว้า วิจัย การพัฒนา ตลอดจนการรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลายตามสภาพที่เป็นจริงของสิ่งเหล่านั้น มุ่งเน้นไปที่การพัฒนากาย วาจา ใจ โดยมีขั้นตอนในการพัฒนาตามหลักของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา” พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวว่า “การศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อทำชีวิตให้เข้าถึงอิสรภาพ คือทำให้ชีวิตหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำจากปัจจัยภายนอกให้มากที่สุดและมีความเป็นใหญ่ในตัวสามารถกำหนดความเป็นอยู่ของตนให้ได้มากที่สุด”

การศึกษามีความสำคัญต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก คำกล่าวที่ว่าการศึกษาคือชีวิต และชีวิตคือการศึกษา คำกล่าวเช่นนี้ยังคงเป็นความจริงอยู่ตลอดไป ชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดาเริ่มมีการศึกษาบ้างแล้ว การศึกษาของมนุษย์จะเริ่มอย่างจริงจังก็ต่อเมื่อชีวิตได้เริ่มลืมตาดูโลก และจะต้องศึกษาอยู่ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะจากโลกนี้ไป การศึกษาจึงมีความสำคัญต่อบุคคล สังคม ประเทศชาติ และต่อโลกเป็นอย่างยิ่ง อาจจะกล่าวได้ว่า “ตราบใดที่โลกยังมีมนุษย์ไม่สิ้นสุดการศึกษาต้องอาศัย” เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะมนุษย์ที่อาศัยโลกอยู่จะต้องอาศัยกระบวนการทางการศึกษาสำหรับการพัฒนาตน เมื่อสมาชิกของสังคมได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพแล้ว สังคมและประเทศชาติรวมทั้งโลกด้วยก็จะได้รับการพัฒนาต่อไปด้วย

ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าการศึกษาเป็นไปเพื่อพัฒนาคนให้เป็นผู้มีชีวิตที่ดีงาม สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องและเกื้อกูลแก่สังคม การศึกษาคือการพัฒนามนุษย์ให้เจริญขึ้น มนุษย์ที่ยังไม่พัฒนาจะต้องอาศัยตัณหามานำชีวิตให้ดิ้นรน เพื่อสนองความต้องการทางด้าน ตา หู จมูก ลิ้น และกาย หรืออายตนะทั้งหลาย เพราะมนุษย์ยังมีอวิชชา ไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรเป็นประโยชน์ อะไรไม่ใช่ประโยชน์อย่างแท้จริง จึงยังต้องเอาความรู้สึกชอบไม่ชอบ เกลียด กลัว หรือปรารถนา มาเป็นเครื่องนำชีวิตก่อน เมื่อมองดูเห็นอะไรสนองความรู้สึกที่ดีที่สบายให้ความสุขทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ก็พอใจ ต้องการได้สิ่งเหล่านี้ มนุษย์ที่ยังไม่พัฒนาจึงอยู่ด้วยตัณหา แต่เมื่อมนุษย์มีปัญญาพอแล้วก็จะอยู่ด้วยสติปัญญา ดังเช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตจากการกินอยู่เพียงเพื่ออร่อยลิ้นและโก้หรู มาสู่การกินพอดีด้วยปัญญา หรือเสริมคุณภาพชีวิตให้มีสุขภาพและสามารถดำเนินชีวิตที่ดีงามอย่างผาสุกอันเรียกว่าโภชเนมัตตัญญุตา

การที่มนุษย์อยู่ดีด้วยปัญญา เป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของการศึกษา เพราะการศึกษาคือการพัฒนามนุษย์ให้มีชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา ไม่ต้องอาศัยตัณหามาชักจูง การศึกษาในพระพุทธศาสนาจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ ๓ ประการ ในชีวิตนี้อย่างแท้จริง คือ ประโยชน์ในปัจจุบันที่ประกอบไปด้วยกามสุข ประโยชน์ในภพหน้าที่สูงขึ้นไปคือสูงกว่าประโยชน์ในภพนี้ และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน พระพุทธศาสนากับการศึกษาเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน เพราะพระพุทธศาสนามีระบบการศึกษาที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง คือ การศึกษาในภาคทฤษฎีที่เรียกว่าปริยัติ และการศึกษาในภาคปฏิบัติจนเกิดผลที่เรียกว่าปฏิเวธ คำว่า ศึกษา ตรงกับคำว่า “สิกขา” ในทางพระพุทธศาสนา โดยการศึกษาในทางพระพุทธศาสนาเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตของผู้ศึกษาเอง เริ่มจากการเป็นปุถุชนที่ยังหมกมุ่นยึดติดในกามกิเลส พัฒนาไปสู่ความเป็นกัลยาณชน ที่เริ่มเห็นความสัจจริงของกุศลธรรมและเข้าถึงพระรัตนตรัย ต่อจากนั้นก็พัฒนาคุณสมบัติจนสามารถลดทิฏฐิว่าเป็นตัวกูของกูได้สิ้น ปลอดพ้นจากการร้อยรัดของกิเลส ซึ่งเป็นคุณสมบัติของอริยชน ตราบจนได้ฝึกฝนหลุดพ้นจากวัฎฎะที่เวียนว่ายตายเกิด เข้าถึงพระนิพพาน ซึ่งเรียกว่าเป็นพระอรหันต์ อีกทั้งการหลุดพ้นจากอวิชชาได้เป็นพระโพธิสัตว์สั่งสอนประชาชนสืบไป”

ขอบคุณแหล่งที่มาของเนื้อหา phramaha ariyadhammo